เรื่องควรรู้ ก่อนทำการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ
- Siampool Thailand
- 4 ธ.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

ไฟสระว่ายน้ำ (Pool Light) เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และความสวยงามให้กับสระว่ายน้ำ เพราะนอกจากจะทำให้สระว่ายน้ำน่าใช้งานมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นสิ่งต่างๆ ใต้น้ำ สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้อีกด้วย แต่การติดตั้งไฟสระว่ายน้ำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับงานระบบไฟฟ้า ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงหากทำผิดขั้นตอน ในบทความนี้ Siam Pool จึงจะอธิบายอย่างละเอียดว่า การติดตั้งไฟสระว่ายน้ำต้องทำอย่างไร จึงจะปลอดภัย
ประเภทของไฟสระว่ายน้ำ ที่ควรรู้ก่อนติดตั้ง
ก่อนทำการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าไฟสระว่ายน้ำมีกี่ประเภท และแต่ละแบบมีข้อดีและข้อควรระวังแตกต่างกันอย่างไร
1. โคมไฟ LED (LED Pool Lights)
โคมไฟ LED เป็นโคมไฟสระว่ายน้ำที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในปัจจุบัน เพราะมีความสว่างสูง ประหยัดพลังงาน และให้ความร้อนต่ำ สามารถใช้งานได้นานกว่าไฟใต้น้ำประเภทอื่น ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยและเซฟค่าดูแลในระยะยาว นอกจากนี้ หลาย ๆ ยี่ห้อยังมีฟังก์ชันเปลี่ยนสีไฟใต้น้ำอีกด้วย แต่ก็มีราคาสูงกว่าไฟประเภทอื่นด้วยเช่นกัน ทำให้ต้นทุนสูงกว่า
2. โคมไฟ Halogen (Halogen Pool Lights)
โคมไฟฮาโลเจน (Halogen) แม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าไฟ LED แต่ก็มีคนใช้อยู่เช่นเดียวกัน เนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่า ให้แสงสว่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่มีงบจำกัด หรือสระว่ายน้ไขนาดเล็ก–กลาง แต่ข้อเสียคือ ไฟฮาโลเจนจะกินพลังงานมากกว่า และมีอายุการใช้งานสั้นกว่า แม้จะมีต้นทุนในการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำต่ำกว่า แต่ก็มีค่าดูแลในระยะยาวสูงกว่าการใช้ไฟ LED เช่นกัน
ช่างสระว่ายน้ำ ติดตั้งไฟสระว่ายน้ำอย่างไร?
ขั้นตอนที่ 1 การเลือกชนิดของโคมไฟใต้น้ำ
ก่อนทำการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ ควรเลือกใช้โคมไฟที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานใต้น้ำเท่านั้น (Underwater Light) โดยเลือกเป็นโคมไฟมาตรฐาน IP68 เพราะกันน้ำได้ดีที่สุด ทนแรงดันใต้น้ำได้ดี และมีความปลอดภัยสูง ซึ่งโคม IP68 นั้น จะมีความร้อนสะสมสูง จึงนิยมนำมาใช้เป็นไฟสระว่ายน้ำนั่นเอง
ขั้นตอนที่ 2 การวางตำแหน่งไฟสระว่ายน้ำ
การวางตำแหน่งไฟสระว่ายน้ำ ส่งผลโดยตรงกับความสว่างและความปลอดภัยในสระว่ายน้ำ หากจะทำการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ จะต้องมีการวางตำแหน่งให้เหมาะสม ซึ่งบริษัทรับสร้างสระว่ายน้ำมักจะแนะนำว่า
ควรติดตั้งไฟสระว่ายน้ำที่ระดับน้ำลึกประมาณ 50–70 ซม. จากผิวน้ำ
ระยะห่างของโคมไฟแต่ละจุด ควรอยู่ที่ 2–4 เมตร ขึ้นอยู่กับกำลังวัตต์
ไม่ควรติดตรงบริเวณมุมแคบ
ขั้นตอนที่ 3 การเดินสายไฟของโคมไฟใต้น้ำ
ไฟใต้น้ำต้องใช้ไฟฟ้าแรงดันต่ำ 12V หรือ 24V เพื่อความปลอดภัย
ต้องติดตั้งหม้อแปลงแยกเฉพาะไฟสระ และเก็บไว้ใน กล่องกันน้ำ
เดินท่อร้อยสายไฟตั้งแต่ตอนก่อสร้างสระ เพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าท่อ
ใช้สายไฟชนิดกันน้ำหรือสายมาตรฐานที่ร้อยในท่อปิดสนิทเท่านั้น
ห้ามเดินสายแบบลอยหรือใช้สายไฟเก่า
ต้องมีสายดิน (Ground) ทุกระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟรั่ว
ควรให้ช่างไฟที่มีใบรับรองหรือผู้มีประสบการณ์มาทำเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 4 ทดสอบระบบไฟก่อนปล่อยน้ำ
เมื่อติดตั้งไฟสระว่ายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยก่อนปล่อยน้ำลงสระ ต้องทดสอบระบบไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจก่อน ว่าติดตั้งถูกต้อง ไม่มีไฟรั่ว และโคมไฟทำงานได้ดี ไม่มีปัญหาใด ๆ
เปิดไฟสระว่ายน้ำ เพื่อเช็กความสว่างจากโคม
เช็กอุณหภูมิของโคมไฟว่าร้อนผิดปกติหรือไม่
ฟังเสียงหม้อแปลงและเบรกเกอร์ว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ เช่น เสียงช็อตหรือเสียงหอน
หากมีปัญหาควรให้ช่างปรับปรุงสระว่ายน้ำมาช่วยแก้ไขให้
ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบหลังปล่อยน้ำ
และการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ ก็คือ การทดสอบไฟใต้น้ำอีกครั้งหลังปล่อยน้ำลงสระว่ายน้ำแล้ว เริ่มจากเปิดระบบไฟอีกครั้งเมื่อน้ำเต็มสระ จากนั้นให้ตรวจสอบแสงใต้น้ำว่าสว่างเท่ากันหรือไม่ แล้วค่อยตรวจสอบ RCD ว่าสามารถตัดไฟได้หรือไม่ หากเช็กแล้วไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็ถือว่าการติดตั้งสมบูรณ์พร้อมใช้งาน
ข้อควรรู้ในการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ
การติดตั้งไฟสระว่ายน้ำต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องความปลอดภัย วัสดุ และมาตรฐานต่าง ๆ เนื่องจากเป็นงานไฟฟ้า จึงต้องทำอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกมเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการใช้งานได้
1. ห้ามใช้ไฟแรงดัน 220V ใต้น้ำเด็ดขาด
ไฟบ้าน 220V ไม่สามารถนำไปใช้กับไฟใต้น้ำได้ เพราะเสี่ยงไฟดูดและอันตรายถึงชีวิต
ควรต่อไฟผ่าน หม้อแปลงลดแรงดัน (Transformer) ทุกครั้ง
แปลงไฟลงมา 12V หรือ 24V ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล
2. ใช้โคมไฟมาตรฐานกันน้ำระดับ IP68 เท่านั้น
IP68 คือมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ใต้น้ำ เพราะทนน้ำลึกได้ และแรงดันน้ำได้ดี ใช้งานได้ต่อเนื่อง ส่วนมาตรฐานที่ต่ำกว่า IP68 เช่น IP65 หรือ IP67 ไม่เหมาะกับการติดตั้งใต้น้ำ เพราะเสี่ยงน้ำเข้าจนทำให้เกิดไฟช็อตนั่นเอง
3. เลือกวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อน
สำหรับการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ ต้องเลือกวัสดุที่ทนทานต่อคลอรีนและการกัดกร่อน เพราะคลอรีนในสระว่ายน้ำสามารถทำปฏิกิริยากับโลหะและวัสดุทั่วไปได้ โดยอาจจะเลือกเป็นสแตนเลสเกรด 316 (ป้องกันสนิมได้ดีที่สุด) หรือพลาสติก ABS ที่ทนทั้งรังสี UV และไม่กรอบแตกง่าย
4. ควรติดตั้งโดยมืออาชีพ
การติดตั้งไฟสระว่ายน้ำเป็นงานเฉพาะทางที่ต้องอาศัยผู้มีความรู้ความชำนาญมาดำเนินการ ถ้าทำเองโดยไม่มีความเชี่ยวชาญ อาจทำให้เกิดไฟรั่วหรือไฟดูดได้ จึงควรให้ช่างมืออาชีพมาช่วยประเมินตำแหน่ง กำหนดทิศทางแสง และวางการเดินสายไฟให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัย
5. ตรวจสอบหม้อแปลงไฟอย่างสม่ำเสมอ
ควรตรวจสอบหม้อแปลงไฟอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1–2 ครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวหม้อแปลงยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่มีจุดชำรุดใด ๆ ซึ่งหม้อแปลงใต้น้ำนั้นจะต้องมีระบบ Overload Protection (ป้องกันไฟเกิน) มีระบบกันช็อตและกันน้ำ และควรติดตั้งใน Waterproof Box (กล่องกันน้ำ) เพื่อความปลอดภัย
วิธีดูแลไฟสระว่ายน้ำให้ใช้งานได้นาน
การดูแลไฟสระว่ายน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยยืดอายุการใช้งาน ป้องกันไฟรั่ว และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมระยะยาว หากดูแลอย่างถูกวิธี ไฟใต้น้ำจะมีอายุการใช้งานหลายปี และสระของคุณจะดูสวยงามปลอดภัยตลอดเวลา
1. ตรวจเช็กซีลยางปีละ 1 ครั้ง
ซีลยางเป็นตัวกันน้ำสำคัญที่สุดของโคมไฟ หากแข็ง เปราะ หรือเสื่อมสภาพ น้ำอาจซึมเข้าไปในตัวโคม ทำให้วงจรเสียหรือเกิดไฟช็อตได้ จึงควรตรวจเช็กซีลยางปีละครั้งเพื่อความปลอดภัย โดยเลือกใช้ซีลยางแท้ที่ออกแบบมาสำหรับโคมรุ่นนั้น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ซีลหลวมจนน้ำไหลเข้าโคม
2. ทำความสะอาดคราบตะไคร่เป็นประจำ
คราบตะไคร่ที่เกาะรอบโคมไฟ อาจทำให้แสงส่องสว่างของไฟสระว่ายน้ำลดลง จึงควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้แปรงขนอ่อนหรือผ้าเช็ดรอบโคมเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงอุปกรณ์แข็ง ๆ ที่อาจทำให้ฝาครอบเป็นรอย
3. เช็กเบรกเกอร์กันดูดทุกเดือน
เบรกเกอร์กันดูด (RCD หรือ ELCB) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดด้านความปลอดภัย หากทำการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำแล้ว ก็ควรที่จะเช็กเบรกเกอร์กันดูดทุกเดือน โดยสามารถทำได้ดังนี้
กดปุ่ม TEST บนเบรกเกอร์เดือนละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายังตัดไฟได้ตามปกติ
หากกดเทสต์แล้วไม่ตัดไฟ ควรรีบเปลี่ยนหรือให้ช่างสระว่ายน้ำทำการตรวจสอบทันที
4. หากโคมไฟร้อนผิดปกติ ให้ปิดระบบทันที
ไฟใต้น้ำที่ร้อนมากผิดปกติ อาจเกิดจากน้ำเข้า ซีลเสีย สายไฟมีปัญหา หรือวงจรทำงานหนัก จึงควรปิดสวิตช์ทันทีเพื่อความปลอดภัย และห้ามเปิดใช้งานต่อเด็ดขาด เพราะอาจทำให้โคมไหม้หรือไฟรั่วได้ หลังจากนั้น เรียกช่างสระว่ายน้ำที่น่าเชื่อถือ มาตรวจเช็กโคมและระบบไฟโดยละเอียด เพื่อความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ
Q : สามารถติดตั้งไฟในสระที่สร้างเสร็จแล้วได้ไหม?
A : ได้ แต่ต้องใช้ไฟแบบติดผนัง และต้องเจาะผนังสระบางจุด ซึ่งอาจมีค่าแรงสูง
Q : ไฟสระว่ายน้ำต้องเปิดตลอดคืนไหม?
A : ไม่จำเป็น แต่หากไม่ค่อยมีเวลา แนะนำให้ติดตั้งระบบตั้งเวลา (Timer) ซึ่งสามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟสระว่ายน้ำได้แบบอัตโนมัติ
Q : ควรเลือกไฟสระว่ายน้ำกี่วัตต์?
A : โดยทั่วไปไฟ LED ใต้น้ำใช้เพียง 12–35 วัตต์ ต่อดวงก็ให้ความสว่างเพียงพอแล้ว
Q : ไฟสระว่ายน้ำ มีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่?
A : ไฟ LED จะอยู่ได้ประมาณ 3–7 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าและการดูแล
การติดตั้งไฟสระว่ายน้ำ เป็นงานที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์มาติดตั้ง เช่น บริษัทดูแลและรับสร้างสระว่ายน้ำ เชียงใหม่ เป็นต้น เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับงานไฟฟ้าแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับระบบและโครงสร้างสระว่ายน้ำด้วยเช่นกัน จึงต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาทำการติดตั้ง เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง